หน้าจอถอดความของ Transkriptor แสดงการแปลงเสียงเป็นข้อความพร้อมการใช้งานร่วมกับ Google Translate
สำรวจวิธีถอดความเสียงเป็นข้อความโดยใช้ Transkriptor ร่วมกับ Google Translate

วิธีแปลงเสียงเป็นข้อความด้วย Google Translate ทำอย่างไร?


ผู้เขียนRodoshi Das
วันที่22 มิ.ย. 2569
เวลาอ่าน7 นาที

คำตอบโดยย่อ: การแปลงเสียงเป็นข้อความด้วย Google Translate นั้นง่ายมาก เริ่มจากเข้าใช้งานแอปหรือเว็บไซต์ เลือกตั้งค่าภาษา และอนุญาตให้เข้าถึงไมโครโฟน จากนั้นเพียงพูดใส่ไมโครโฟนหรือเปิดไฟล์เสียง Google Translate จะถอดความให้แบบเรียลไทม์ เมื่อเสร็จแล้วคุณสามารถคัดลอกข้อความไปใช้งานต่อได้ทันที

Google Translate เป็นเครื่องมือที่ช่วยแปลงเสียงเป็นข้อความได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับการแปลสั้นๆ และการสนทนาทั่วไป นี่คือตัวอย่างข้อดีและข้อจำกัดของฟีเจอร์นี้:

  • ถอดความเสียงแบบเรียลไทม์

  • รองรับมากกว่า 200 ภาษา

  • ถอดความจากบทสนทนาช่วงสั้นๆ ได้ดี

  • ไม่สามารถระบุตัวตนผู้พูดได้

  • ไม่เหมาะกับการสนทนาที่มีความยาวมาก

วิธีแปลงเสียงเป็นข้อความด้วย Google Translate บนคอมพิวเตอร์

Google Translate เป็นแพลตฟอร์มฟรีที่คุณสามารถพูดใส่ไมโครโฟนโดยตรงหรือเปิดเสียงที่อัดไว้เพื่อให้ระบบแปลงเป็นข้อความได้ อย่างไรก็ตาม คุณไม่สามารถอัปโหลดไฟล์เสียงลงไปได้โดยตรง และจำกัดการถอดความอยู่ที่ 5,000 ตัวอักษร หากคุณพร้อมแล้ว นี่คือขั้นตอนการแปลงเสียงเป็นข้อความด้วย Google Translate

คู่มือขั้นตอนแบบรัดกุม

  1. ไปที่เว็บไซต์ Google Translate: เปิด Google Translate บนเว็บเบราว์เซอร์ของคุณ

  2. เลือกการตั้งค่าภาษา: เลือกภาษาต้นทางและภาษาที่ต้องการแปลให้ถูกต้อง

  3. เปิดใช้งานโหมดไมโครโฟนหรือการถอดเสียง: คลิกที่รูปไมโครโฟนเพื่อเปิดระบบจดจำเสียงของ Google Translate

  4. พูดหรือเปิดเสียงที่ต้องการแปล: คุณจะพูดโดยตรงหรือเปิดคลิปเสียงผ่านไมโครโฟนก็ได้

  5. คัดลอกหรือแชร์ผลลัพธ์: คัดลอกข้อความที่ถอดเสียงออกมาแล้วนำไปใช้งานตามที่คุณต้องการท

คราวนี้ มาดูรายละเอียดขั้นตอนการใช้ Google Translate มาช่วยถอดรหัสเสียงเป็นข้อความบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณกัน

1. เริ่มใช้งาน Google Translate

หน้าจอ Google Translate สำหรับการแปลงเสียงเป็นข้อความพร้อมตัวเลือกภาษา
เรียนรู้วิธีแปลงเสียงเป็นข้อความด้วย Google Translate พร้อมการตั้งค่าภาษาแบบต่างๆ

เปิดเบราว์เซอร์ที่คุณต้องการและเข้าไปที่เว็บไซต์ Google Translate นอกจากการใช้เสียงแล้ว คุณยังสามารถใช้เครื่องมือนี้แปลข้อความจากแอปอื่น เขียนด้วยลายมือ และแม้แต่แปลการสนทนาแบบเรียลไทม์ได้อีกด้วย

2. เลือกการตั้งค่าภาษา

อินเทอร์เฟซของ Google Translate แสดงตัวเลือกภาษาสำหรับการแปล
สำรวจตัวเลือกภาษาที่มีให้เลือกมากมายของ Google Translate เพื่อเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความอย่างมีประสิทธิภาพ

เลือกภาษาต้นทางของเสียงและภาษาปลายทางที่ต้องการ คลิกที่เมนูแบบดรอปดาวน์เหนือกล่องข้อความด้านซ้ายและขวาเพื่อเลือกภาษาที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ Google Translate ยังมีฟีเจอร์ “ตรวจจับภาษา” ที่จะระบุภาษาจากเสียงโดยอัตโนมัติ แม้จะสะดวกสบายแต่บางครั้งฟีเจอร์นี้อาจระบุภาษาผิดพลาดได้

3. เปิดใช้งานไมโครโฟนหรือโหมดถอดเสียง

ป๊อปอัปขออนุญาตใช้ไมโครโฟนของ Google Translate เพื่อเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความ
อนุญาตการเข้าถึงไมโครโฟนใน Google Translate เพื่อแปลงเสียงเป็นข้อความได้อย่างรวดเร็ว

คลิกที่ “ไอคอนไมโครโฟน” เพื่อเปิดโหมดถอดความของ Google Translate จากนั้นให้สิทธิ์การเข้าถึงเพื่อให้ Google ส่งข้อมูลไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ เมื่อเสร็จแล้วให้ไปที่ขั้นตอนถัดไปเพื่อเริ่มพูดเพื่อถอดความ

4. พูดหรือเปิดเสียงที่ต้องการถอดความ

หน้าจอ Google Translate สำหรับการเปลี่ยนไฟล์เสียงเป็นข้อความและการแปลภาษา
เจาะลึกวิธีเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความด้วย Google Translate เพื่อการแปลหลายภาษา

พูดใส่ไมโครโฟนของ Google Translate ได้ทันที แล้วระบบจะเริ่มถอดความให้โดยอัตโนมัติ ควรพูดด้วยความเร็วที่พอเหมาะและออกเสียงให้ชัดเจนแต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ หรือหากต้องการถอดความจากไฟล์เสียงที่บันทึกไว้ล่วงหน้าก็สามารถทำได้ เพียงตรวจสอบให้แน่ใจว่าเสียงนั้นชัดเจนและไม่มีเสียงรบกวน

5. คัดลอกหรือแชร์ผลลัพธ์

เมื่อถอดความเสร็จแล้ว ให้ตรวจสอบความถูกต้องและแก้ไขจุดที่ผิดพลาดด้วยตนเอง จากนั้นคัดลอกข้อความไปใช้งานตามที่ต้องการได้เลย

วิธีเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความด้วย Google Translate บนโทรศัพท์มือถือ?

การเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความด้วย Google Translate บนมือถือนั้นง่ายมาก เพียงแค่เปิดแอปฯ เปิดฟีเจอร์ถอดความ เลือกภาษาที่ต้องการ แล้วพูดใส่ไมโครโฟน แอปฯ จะแปลและถอดความจากเสียงพูดให้คุณโดยอัตโนมัติ

Google Translate เป็นหนึ่งในแอปยอดนิยมที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดของ Google โดยจากข้อมูลของ Statistaพบว่ามียอดดาวน์โหลดสูงถึง 8.68 ล้านครั้งในปี 2024 ซึ่งรั้งอันดับ 6 ของแอปยอดนิยม โดยตามหลังเพียง Google Chrome และ Google เท่านั้น

ขั้นตอนฉบับย่อ

  1. เปิดใช้งานแอป: ติดตั้งแอป Google Translate และเปิดใช้งานบนอุปกรณ์ของคุณ

  2. เปิดโหมดถอดเสียง: แตะที่ไอคอน 'ถอดเสียง' (Transcribe) และอนุญาตให้แอปเข้าถึงสิทธิ์ที่จำเป็น

  3. เลือกภาษา: เลือกภาษาต้นทางและภาษาปลายทางที่คุณต้องการแปล

  4. ถอดความจากเสียง: เริ่มพูด แล้วแอปจะทำการถอดเสียงเป็นข้อความให้โดยอัตโนมัติ

  5. นำข้อความไปใช้งาน: แก้ไขข้อความ จากนั้นคัดลอกและวางข้อความที่ถอดได้ทุกที่ที่คุณต้องการ

และนี่คือขั้นตอนโดยละเอียดในการใช้ Google Translate เพื่อแปลงเสียงเป็นข้อความได้ฟรี

1. เปิดแอปพลิเคชัน

แอป Google Translate แสดงฟีเจอร์การรับข้อมูลด้วยเสียงเพื่อแปลงเสียงเป็นข้อความ
แตะที่ปุ่มไมโครโฟนใน Google Translate เพื่อเริ่มการแปลงเสียงเป็นข้อความ

ดาวน์โหลดแอป Google Translate ลงในอุปกรณ์ Android หรือ iOS จากนั้นทำการติดตั้งและเปิดแอปเพื่อเริ่มใช้งาน

2. เปิดใช้งานการแปลงเสียงเป็นข้อความ

แอป Google Translate แสดงคำเตือนการถอดเสียงบนหน้าจอโทรศัพท์
เรียนรู้วิธีแปลงเสียงเป็นข้อความด้วย Google Translate อย่างมีประสิทธิภาพ

คลิกที่ไอคอน “การสนทนา” (Conversation) บนหน้าหลักของ Google Translate เพื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์ จากนั้น Google จะแจ้งให้ทราบว่าแอปจะส่งข้อมูลเสียงและข้อมูลการถอดความไปยังเซิร์ฟเวอร์ ให้คลิก “ตกลง” เพื่อดำเนินการต่อ

3. เลือกภาษา

หน้าจอแอป Google Translate บนสมาร์ทโฟน แสดงการเลือกภาษาสำหรับการแปลงเสียงเป็นข้อความ
สำรวจวิธีแปลงเสียงเป็นข้อความด้วย Google Translate บนสมาร์ทโฟนของคุณ

เลือกภาษาที่คุณจะพูด เนื่องจากแอปเวอร์ชันมือถือจะไม่ตรวจหาภาษาโดยอัตโนมัติเหมือนเวอร์ชันเว็บ นอกจากนี้ คุณต้องดาวน์โหลดภาษาที่ต้องการโดยแตะไอคอนดาวน์โหลดที่ด้านขวา

จากนั้น เลือกภาษาที่คุณต้องการให้ถอดความออกมา โดยคลิกที่เมนูแบบดรอปดาวน์ทางด้านขวา

หน้าจอเลือกภาษาของแอป Google Translate บนสมาร์ทโฟน
วิธีแปลงเสียงเป็นข้อความโดยใช้ Google Translate บนสมาร์ทโฟนของคุณ

4. ถอดเสียงจากไฟล์เสียง

โทรศัพท์แสดงหน้าจอ Google Translate กำลังแปลงเสียงภาษาอังกฤษเป็นข้อความภาษาฝรั่งเศส
ดูวิธีเปลี่ยนเสียงให้เป็นข้อความด้วย Google Translate เพื่อการแปลภาษาที่ราบรื่นไม่มีสะดุด

แตะที่ไอคอนไมโครโฟนเพื่อบันทึกเสียงและพูดใส่โทรศัพท์โดยตรง หรือจะเปิดเสียงจากอุปกรณ์อื่นก็ได้ แอปจะรับฟังและแปลงเป็นข้อความให้ทันที

5. นำข้อความที่ถอดเสียงไปใช้งาน

ตรวจสอบข้อความและแก้ไขด้วยตนเองหากจำเป็น จากนั้นคุณสามารถคัดลอกและวางข้อความที่ถอดสิทธิ์ไปยังตำแหน่งที่คุณต้องการได้เลย

ข้อจำกัดในการถอดเสียงด้วย Google Translate มีอะไรบ้าง?

แม้ว่าเครื่องมือถอดเสียงเป็นข้อความของ Google Translate จะมีประโยชน์สำหรับการแปลที่รวดเร็ว แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการ เช่น ปัญหาเรื่องความแม่นยำ ข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บ และการไม่ระบุตัวตนของผู้พูด นอกจากนี้ แอปยังเหมาะสำหรับการสนทนาสั้นๆ เท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับการประชุมที่ยาวนาน โดยมีรายละเอียดข้อจำกัดดังต่อไปนี้

  1. ข้อจำกัดด้านจำนวนตัวอักษร: Google Cloud Translate ถูกปรับจูนมาเพื่อประมวลผลคำขอขนาดเล็ก โดยแนะนำความยาวสูงสุดต่อหนึ่งคำขอไม่เกิน 5,000 ตัวอักษร ดังนั้น แม้จะรองรับการใช้งานที่รวดเร็วและรองรับมากกว่า 200 ภาษา แต่คุณก็ไม่สามารถพึ่งพาเครื่องมือนี้ในการถอดความการประชุมหรือการโทรที่ยาวนานได้

  2. ปัญหาเรื่องความแม่นยำ: Google Translate มักมีปัญหากับสำเนียงที่ฟังยาก การพูดแทรกกัน และคำศัพท์เฉพาะทางด้านเทคนิค ดังนั้น คุณต้องพูดให้ชัดเจน ออกเสียงทีละคำให้ครบถ้วน และใช้ความเร็วในระดับปานกลางเพื่อให้ได้บทถอดความที่ถูกต้อง

  3. ไม่สามารถระบุตัวผู้พูดได้: ไม่ว่าคุณจะพูดช้าแค่ไหน Google Translate ก็ไม่สามารถแยกแยะระหว่างผู้พูดได้ สิ่งนี้ทำให้ยากต่อการทำความเข้าใจว่าใครเป็นคนพูดประโยคไหนในการสนทนาที่มีหลายคนหรือในการประชุม

  4. ข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บ: บทถอดความจะถูกเก็บไว้ใน Google Drive ของคุณและนับรวมในโควตาพื้นที่จัดเก็บ หากคุณไม่ได้สมัครแผนพรีเมียมของ Google คุณจะมีพื้นที่จำกัดในการจัดเก็บไฟล์

ข้อจำกัดของการถอดความเสียงด้วย Google Translate ที่แสดงบนหน้าจอโทรศัพท์
สำรวจข้อจำกัดของการใช้ Google Translate ในการถอดความเสียง

ทำไม Transkriptor ถึงมีประสิทธิภาพเหนือกว่า Google Translate ในด้านการเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความ?

Transkriptor ทำงานได้เหนือกว่า Google Translate ทั้งด้านความเร็ว ความแม่นยำ และฟีเจอร์ที่ครบครันกว่า ซอฟต์แวร์ระดับมืออาชีพนี้ช่วยทลายข้อจำกัดเดิมๆ และช่วยให้คุณถอดความพร้อมแปลภาษาได้มากกว่า 100 ภาษาอย่างแม่นยำและรวดเร็ว นี่คือเหตุผลที่เครื่องมือนี้ตอบโจทย์งานถอดความได้ดีกว่าชัดเจน

  1. ไม่มีข้อจำกัดในการถอดความ: ในขณะที่ Google Translate มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนตัวอักษรเมื่อแปลงไฟล์เสียงเป็นข้อความ แต่ Transkriptor ช่วยให้คุณถอดความได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่ยาวนานหรือการโทรคุยกับลูกค้าก็ทำได้อย่างไร้กังวล

  2. ถอดความสดได้ฟรี: Transkriptor มีฟีเจอร์ถอดความสดแบบเรียลไทม์ให้ใช้ฟรี ช่วยให้คุณจดบันทึกได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนตัวอักษรเหมือน Google Translate อีกทั้งยังสามารถอัปโหลดหรือดาวน์โหลดไฟล์บันทึกข้อความได้โดยตรง

  3. รองรับการใช้งานบนมือถือ: แอปมือถือ Transkriptor ช่วยให้คุณบันทึกเสียงและถอดความได้ทันทีผ่านสมาร์ทโฟน สะดวกสบายโดยไม่ต้องเสียเวลานั่งหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อจัดการงานถอดความอีกต่อไป

  4. ความแม่นยำสูง: Transkriptor ให้ความแม่นยำสูงถึง 99% ซึ่งเหนือกว่าความสามารถของ Google Translate อย่างมาก โดยความแม่นยำยังคงที่แม้ว่าเสียงต้นฉบับจะมีผู้พูดหลายคน สำเนียงที่แตกต่าง หรือมีเสียงรบกวนในระดับปานกลาง

  5. เครื่องมือแก้ไขในตัว: Transkriptor มีฟีเจอร์การแก้ไขในตัวที่ช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนชื่อผู้พูดสำหรับการสนทนาที่มีหลายคน เปลี่ยนภาษา และปรับแต่งไทม์สแตมป์ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการค้นหาและฟีเจอร์การเล่นเสียงเพื่อให้คุณแก้ไขงานได้อย่างรวดเร็ว

การเปรียบเทียบระหว่าง Transkriptor และ Google Translate สำหรับการแปลงเสียงเป็นข้อความ
ค้นพบข้อดีของการเลือกใช้ Transkriptor แทน Google Translate ในการแปลงเสียงเป็นข้อความ

เลือกอะไรดี: Google Translate หรือ Transkriptor?

การตัดสินใจเลือกระหว่างฟีเจอร์แปลงเสียงเป็นข้อความของ Google Translate กับ Transkriptor ขึ้นอยู่กับความสำคัญของงานคุณ ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการถอดความประโยคสนทนาสั้นๆ Google Translate คือคำตอบ แต่ถ้าคุณต้องการถอดความเสียงที่มีความยาวอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และรองรับภาษาที่คุณต้องการ Transkriptor คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์กว่า

เปรียบเทียบ Transkriptor และ Google Translate สำหรับการเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความ
สัมผัสประสบการณ์การแปลงเสียงเป็นข้อความด้วย Transkriptor เพื่อการถอดความที่ละเอียดแม่นยำ หรือใช้ Google Translate สำหรับการแปลภาษาที่รวดเร็ว

ฟีเจอร์

Transkriptor

Google Translate

ความแม่นยำ

สูงสุด 99%

เหมาะสำหรับคำพูดพื้นฐานทั่วไป

การจำกัดตัวอักษร

ไม่จำกัด

สูงสุด 5,000 ตัวอักษร

รูปแบบไฟล์ที่รองรับ

รองรับไฟล์เสียงและวิดีโอส่วนใหญ่ เช่น MP3, MP4, WAV, AVI และอื่นๆ

ครอบคลุมทั้งข้อความ เสียงพูด และการสนทนาสด

ระบุตัวตนผู้พูด

ใช่

ไม่

ราคา

มีรุ่นทดลองใช้งานฟรี

แพ็กเกจแบบชำระเงิน

ใช้งานฟรีสำหรับส่วนบุคคล

เหมาะสำหรับ

ถอดความอย่างมืออาชีพ

แปลภาษาได้อย่างรวดเร็ว

บทสรุป

ฟีเจอร์แปลงเสียงเป็นข้อความบน Google Translate ช่วยให้คุณถอดความและแปลไฟล์เสียงได้ง่ายๆ แม้จะสะดวกแต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ความคลาดเคลื่อน การจำกัดจำนวนตัวอักษร การไม่ระบุตัวตนของผู้พูด และพื้นที่จัดเก็บที่จำกัด Transkriptor จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าด้วยการให้เนื้อหาที่แม่นยำ ถอดความสดได้ฟรี พร้อมเครื่องมือแก้ไขในตัว รองรับหลายภาษา และส่งออกไฟล์ได้หลากหลายรูปแบบ ลองใช้ Transkriptor วันนี้เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการถอดความของคุณ!

คำถามที่พบบ่อย

ใช่ Google สามารถเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความได้ โดยมีบริการถอดความในหลายแพลตฟอร์มและมีเครื่องมือให้เลือกใช้หลากหลาย คุณสามารถถอดความบน Google Meet ได้ (สำหรับแผนบริการแบบชำระเงิน) หรือใช้ Google Live Transcribe เพื่อถอดความขณะเดินทาง สำหรับการบันทึกเสียงแบบจัดเต็ม Google Speech-to-Text API ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก แต่ผู้ใช้จำเป็นต้องมีความรู้ทางเทคนิคอยู่บ้าง

เครื่องมือถอดความของ Google ไม่ได้ฟรีทั้งหมด เครื่องมือบางอย่างอย่าง Google Docs อนุญาตให้ใช้งานฟรีแต่จำกัดเฉพาะการพูดผ่านไมค์เพียงคนเดียวเท่านั้น หากคุณต้องการการถอดความที่แม่นยำ รองรับผู้พูดหลายคน และใช้งานได้ฟรี ลองใช้ Transkriptor แทนได้เลย

ไม่ได้ ChatGPT ไม่สามารถถอดความจากเสียงได้โดยตรง แต่คุณสามารถนำไฟล์ข้อความที่ถอดไว้แล้วไปใส่ใน ChatGPT เพื่อให้ช่วยสรุปเนื้อหา จดประเด็นสำคัญ หรือวิเคราะห์ข้อมูลได้

ระบบเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความของ Google ค่อนข้างแม่นยำในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถเก็บรายละเอียดเรื่องน้ำเสียง สำเนียง หรือความหมายแฝงทางวัฒนธรรมในขณะถอดความได้อย่างครบถ้วน

Transkriptor คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความ ด้วยความแม่นยำที่ยอดเยี่ยม ความเร็ว และความสามารถในการแปลภาษาที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์แก้ไขในตัวที่ช่วยให้คุณจัดการกับเอกสารขนาดยาวได้อย่างง่ายดาย